แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟอร์นิเจอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เฟอร์นิเจอร์ แสดงบทความทั้งหมด

การสังเกตทำเลอย่างง่าย ตอนที่ ๑

บุคคลส่วนใหญ่ มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องทำเลที่อยู่อาศัยของตนเอง เพราะมีความสงสัยว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากทำเลหรือเปล่า จึงอยากให้มีวิธีการเช็คทำเลของตนอย่างง่ายๆ

หากทำเลเราเริ่มเสีย สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้น คือ ปัญหาสุขภาพ โดยจะเริ่มจากผู้ที่มีดวงอ่อนก่อน ถ้าบ้านที่มีเด็ก เด็กก็จะเริ่มป่วยเป็นภูมิแพ้ ถ้าเป็นคนชรา ก็จะปวดขา ปวดเอว ปวดหลัง ปวดไหล่ ปวดตามเนื้อตัว ตามลำดับ

ขั้นแรก ควรจับสังเกตความเป็น หยิน-หยาง ในบ้านก่อน ว่าสมดุลกันหรือไม่ เช่น บ้านมืดเกินไป มีพันธุ์ไม้รกครึ้ม ไฟไม่สว่างหรือไฟเสียเป็นประจำ ทางเดินในบ้านเป็นซอกหรือแคบ เดินเลี้ยวลดคดเคี้ยวเป็นซอกมุม ในบ้านมีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ต้นไม้มักมีลั่นทม ต้นไทร ต้นแสงจันทร์อยู่ในบ้าน อย่างนี้แสดงว่าบ้านมีสภาพเป็นหยิน ถ้าน้ำรั่ว แอร์เสีย ชักโครกติดขัด คราวนี้การเงินก็จะเริ่มติดขัด ทำอะไรก็จะมีอุปสรรคไปหมด

การแก้ไขปรับแต่งต้องให้สมดุล โดยเอาหยางเข้า ติดโมบายล์หรือกระดิ่งลมแขวนไว้รอบๆบ้าน บริเวณบ้านเพิ่มพันธุ์ไม้ดอก เช่น ผกากรอง ดาวเรือง ดอกเข็ม ยกเว้นเฟื่องฟ้า เพราะเฟื่องฟ้าเป็นไม้พิษ สามารถใช้ในสถานที่กว้างๆ สถานที่ท่องเที่ยว หรือสถานที่ราชการ ไม่ควรเอาไว้ในบ้านที่มีบริเวณแคบ

การเพิ่มตำแหน่งน้ำที่มีการเคลื่อนไหว เช่น น้ำพุ น้ำตก หรือตู้ปลาในบ้าน ใช้เครื่องเสียงเปิดเพลงในยามที่เราอยู่ หรือเปิดทั้งวันถ้ามีคนอยู่ในบ้าน ใช้นาฬิกาที่มีลูกตุ้ม หรือนาฬิกาที่มีเสียงบอกเวลาทุกชั่วโมง เพิ่มแจกันดอกไม้สีสดๆวางตามจุดต่างๆในบ้าน เปลี่ยนไฟในบ้านให้สว่างขึ้น ก็เป็นการทำบรรยากาศในบ้านให้สมดุลขึ้น

บ้านของคุณสุนทรี ดูอบอุ่นเพราะมีลูกอยู่ในวัยปฐม แต่ที่บ้านจะมืดครึ้มและใช้เฟอร์นิเจอร์ใหญ่โตเกินตัวเด็ก เด็กๆเป็นภูมิแพ้ผลัดกันป่วยทั้งปี แสดงว่าบ้านหลังนี้หยินเข้า การปรับแต่งแก้ไข คือการนำหยางเข้า เปลี่ยนสีเฟอร์นิเจอร์ให้สีอ่อนลง เพิ่มดอกไม้ โมบายล์ จัดห้องลูกให้โปร่ง ข้าวของบางชิ้นที่ไม่จำเป็น อย่าปล่อยให้ระเกะระกะ เก็บใส่กล่องให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

หลังจากจัดเสร็จ เด็กๆซึ่งต้องไปหาหมอเป็นประจำเป็นปีๆ ก็หายป่วยเป็นปลิดทิ้ง เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมสมดุลกลมกลืนแล้ว สภาพร่างกายก็พลอยปรับให้สมดุลไปด้วย อาการเจ็บป่วยก็หายไป

หลักการจัดบ้านเบื้องต้น

การวางทำเลต่างๆ ต้องใช้หลักฟ้าประทาน ดินบันดาล ประสานบุคคล ต้องเช็คดวงชะตาของแต่ละคนให้ดีว่า มีดวงชะตามาอย่างไร ฟ้าประทานมาแค่ไหน ต้องเผชิญเหตุการณ์อย่างไร ชะตาชีวิตจะดำเนินไปถึงไหน
หลังจากนั้นจึงวางทำเลให้สอดคล้องกับดวงชะตา ให้บรรเทาความแรงของชะตากรรม แม้จะต้องเผชิญบ้าง แต่ก็ให้มีคนมาช่วยเหลือ จากนั้น ต้องเช็คดวงดาวในขณะนั้นว่า มีอิทธิพลอย่างไรกับเจ้าตัว ต้องแนะนำวิธีปฎิบัติให้สอดคล้องกับวิถีดวงดาวที่เข้ามาในขณะนั้น


หากชีวิตของเราอยู่สุขสบายมาเรื่อยๆ บ้านก็อยู่อย่างสบายมาโดยตลอด จู่ๆ ก็มีเหตุเกิดขึ้นต่างๆนานา สัตว์เลี้ยงล้มตาย คนในบ้านเริ่มเจ็บป่วยออดๆแอดๆ หรืออาจมีบางคนตกงาน คนในบ้านไม่ปรองดอง ทะเลาะเบาะแว้ง ความคิดไม่ลงรอยกัน แสดงว่าต้องมีความผิดปกติซักอย่างในบ้าน เช่น ปรับเปลี่ยนทำเลในบ้าน ย้ายห้องนอน ต่อเติมใหม่ เปลี่ยนหัวเตียง หรือไปได้พืชพันธุ์ไม้ โต๊ะไม้ขนาดมหึมามาไว้ในบ้าน ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ลดสภาวะสมดุลย์กลมกลืนไปโดยไม่รู้ตัว หรือปล่อยให้บ้านรกร้าง ขาดความเอาใจใส่ พลังหยินซึ่งเป็นพลังแห่งความเงียบ ความตาย เจ็บไข้ได้ป่วย ถ้าพลังหยินเข้าบ้านมากไปก็จะเกิดเหตุนานาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว

เมื่อเกิดภัยต่างๆ หรือเรารู้สึกไม่ค่อยดี เมื่อเราเข้ามาในบ้าน จงเชื่อสัมผัสตนเอง ค่อยๆพิจารณาดูว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงในบ้านในทางที่ไม่ดีนั้น มันมาจากอะไร มันเริ่มเมื่อไหร่ เมื่อเราต่อเติมบ้าน หรือตั้งแต่เราเปลี่ยนห้องนอน ย้ายห้องพระ ต้องหัดสังเกตความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ให้ดี

หลักการปรับทำเล หลังจากการสังเกตสิ่งผิดปกติแล้ว ควรปรับให้เกิดความรู้สึกสมดุล โดยเอาความรู้สึกของตนเองเป็นเครื่องวัดเป็นลำดับแรก เช่น หากเราเป็นคนที่ชอบอะไรโล่งๆ โปร่งๆ เมื่อมีสิ่งอื่นเข้ามาในบ้าน ทำให้ความรู้สึกของเราไม่โปร่ง เราก็จัดวางใหม่ หมุนไปหมุนมา ให้เกิดความรู้สึกที่โล่งๆ โปร่งๆ ของเรากลับคืนมา

หากเราต่อเติมแล้ว ทำให้บางส่วนของห้องมืดทึบไป ก็ต้องใส่แสงไฟหรือใส่โทนสีให้สว่างขึ้น หากย้ายที่ตั้งพระ ให้ลองทำสมาธิดู ถ้าไม่รู้สึกสะดวกหรือไม่รู้สึกว่าสมาธิจะดีขึ้นกว่าเดิม ก็ต้องจัดให้ความรู้สึกเดิมๆของเราดีขึ้น

ถ้าบ้านของเราอยู่กันอย่างสงบ อยู่ๆก็มีเหตุทะเลาะเบาะแว้งกัน จงสังเกตว่ามีใครนำอะไรใหญ่ๆแปลกๆเข้ามาว่างในบ้านก็ต้องเอาสิ่งเหล่านั้น ออกไป



ปราณกับที่อยู่อาศัย ตอนที่ ๑

ในคัมภีร์อี้จิง ซึ่งเป็นคัมภีร์เก่าแก่  มีบทกลอนในการวิเคราะห์ ทำนาย และสอนใจ มีคติ  โดยเฉพาะโอวาทของท่านเหลี่ยวฝาน ก็มีปรากฎในคัมภีร์อี้จิงด้วย  มีความตอนหนึ่งบอกว่า "แหงนหน้าพิเคราะห์ปรากฎการณ์ของดวงดาว ก้มหน้าตรวจสอบลักษณะพื้นภูมิ"  ฮวงจุ้ยกับดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์แยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นการที่ซินแสฮวงจุ้ยได้รับการขนานนามว่า "เซียนภูมิประเทศ"  ก็จะต้องมีความรู้ในเรื่องของดาราศาสตร์ โหราศาสตร์ด้วย

หลักที่ต้อง แหงนหน้าพิเคราะห์ปรากฏการณ์ของดวงดาว ก้มหน้าตรวจสอบลักษณะพื้นภูมินี้  โลกก็เป็นดาวดวงหนึ่ง ทางวิทยาศาสตร์ปฏิเสธไม่ได้ว่า เราอยู่ภายใต้อิทธิพลของสภาพดินฟ้าอากาศ จนกระทั่งมาถึงรายละเอียดเล็กน้อย บ้านเล็ก บ้านสะอาด ก็มีผลทางอารมณ์ อันนี้คือปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับการตัดสินใจ อารมณ์ การหล่อหลอมสภาพแวดล้อมทางวัตถุและบุคคลมาจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา

ฮวงจุ้ยมีกำเนิดมาจาก "เรือนหยิน หรือที่เรียกว่า สุสาน"  ชาวจีนให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า "ลงดินคืนสู่ความสงบ ไม่เคลื่อนไหว"  พิธีฝังศพต่าง ๆ จึงเน้นที่การฝังดิน ชาวจีนจะพิถีพิถันในเรื่องภูมิประเทศและการล่วงเกินเจ้าที่เจ้าทาง เพราะฉะนั้นก่อนที่จะฝังหรือทำพิธี ต้องมีเซียนภูมิประเทศหรือซินแสฮวงจุ้ยช่วยเลือกสถานที่ที่เหมาะสม เพื่อทำเป็นสุสาน และได้รับการปกปักรักษาจากปราณดิน คือ ที่ดี ดินดี พืชดี คนที่เรารัก จะได้ไปอยู่ในปราณที่ดี ๆ และสามารถปกป้องคุ้มครองลูกหลานให้ร่มเย็นเป็นสุข  ทัศนคติของชาวจีนได้ให้ความสำคัญกับการมีชีวิตอยู่มากกว่าความตาย

ดังนั้น ในลักษณะการเลือกภูมิประเทศ จึงไม่ใช่เฉพาะสำหรับที่สงบเท่านั้น ยังต้องส่งผลไปถึงบุคคลที่ยังมีชีวิต ซึ่งมีความสำคัญเท่าเทียมกัน คือต้องมีความสอดคล้องกัน  ฮวงซุ้ยอาจจะยิ่งใหญ่ ดูดี แต่ลูกหลานไม่มีกำลังรับก็ยากที่จะเจริญ

การที่ลูกหลานจะรับได้ จะต้องมีฮวงจุ้ยหรือปราณที่สอดคล้องกัน และความประพฤติที่สืบสายเลือด คือ ต้องมีคุณธรรม ทำอะไรที่ถูกกาล ถูกทิศถูกทางทั้งหมด  และลักษณะภูมิประเทศที่สอดคล้องระหว่างฮวงซุ้ยสำหรับบรรพชนกับลูกหลานที่ ยังมีชีวิตอยู่ ปราณจะต้องผสมผสานกัน ความเจริญถึงไปสู่กัน  สมมุติเราอยู่อย่างดี แต่สุสานบรรพชนไม่ดีเลย แสดงว่าปราณไม่ถึงกันแล้ว  หรือว่าเราทำสุสานอย่างใหญ่โต แต่เราไม่เคยได้รับคุณธรรมของพ่อแม่เลย ยังเกียจคร้านเหมือนเดิม บ้านช่องไม่ดูแลเอาใจใส่ ก็ไม่สอดคล้องกันอีก


ฮวงจุ้ยบ้าน, ฮวงจุ้ยคอนโด, ฮวงจุ้ยร้านค้า, ฮวงจุ้ยห้องนอน, อาจารย์แอน

 
อย่างไรก็ตาม ทัศนคติอันนี้ ในเรื่องเกี่ยวกับฤดูกาล หรือเส้นแบ่งวันมงคลและวันอัปมงคล ก็คือวิชาสถิติที่รวบรวมมาจากการพิเคราะห์ลักษณะภูมิอากาศในบริเวณลุ่มแม่ น้ำฮวงโห เป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี จนพบว่าอากาศวันนั้น ปีนั้น ดีอย่างไร จากนั้นจึงมากำหนดวัน และเขียนว่าวันนั้นวันนี้ควรจัดงานหรือไม่ควรจัดงาน ซึ่งตรงกันทุกปีจนกลายเป็นที่มาที่ไป อย่างเช่น 60 ปี คือ 1 รอบจะวนมาบรรจบ มังกร 60 ตัว แต่ละปี แต่ละธาตุจะไม่เหมือนกัน  สิ่งเหล่านั้นที่ได้กำหนดลงในปฏิทิน คือ สิ่งที่นักปราชญ์ชาวจีนได้กำหนดมาจากการหมุนเวียนของฤดูกาล 4 ฤดู ทิศ ธาตุ ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องเหลวไหล เพียงแต่ว่าในคัมภีร์หรือบันทึกที่เขียนเอาไว้ เป็นสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับปราณที่จับต้องไม่ได้ ชี่ กระแส ความรู้สึก เรื่องเกี่ยวกับจิตศาสตร์ ซึ่งอาจไม่มีเหตุผลอะไรมาวัด แต่เป็นบรรทัดฐาน สิ่งเหล่านี้ระดับการยอมรับจึงค่อนข้างต่ำในโลกวิทยาศาสตร์ คำว่าปราณหรือกระแส เป็นเรื่องที่จะต้องสังเกตถึงจะมองเห็น ต้องมีสมาธิ มีคุณธรรม จิตต้องโปร่งใส ถึงจะเที่ยงธรรม


ฮวงจุ้ยเสริมดวง, แต่งบ้านเสริมฮวงจุ้ย, ฮวงจุ้ยเข้าใจง่าย, ดวงจีน, ฤกษ์ยาม

 
แต่เมื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ดาราศาสตร์ไปอย่างทั่วถึง ถ้าอยากรู้สภาพอากาศเป็นอย่างไร ก็พึ่งอุปกรณ์หรือกรมอุตุนิยมวิทยา และคนส่วนใหญ่ก็ฟังเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ  แต่ในทางโหราศาสตร์เกี่ยวกับปราณ เกี่ยวกับชี่ เรามองฟ้า มองเมฆ มองลม ก็สามารถบอกได้ว่าจะมาจากทิศทางไหน หรือมาจากการคำนวณที่บอกว่าดาวจันทร์จะย้ายเข้าสู่ราศีธาตุนั้น จะกระทบกับตรงนี้ พยากรณ์ไว้ล่วงหน้า 2-3 วันว่า ในช่วงนี้จะมีลมแรง อาจมีพายุฝนกระทันหัน มาแบบฝนไล่ช้าง อันนี้เกิดจากปราณ เกิดจากกระแสการหมุนเวียนของดวงดาว หรือแม้กระทั่งการไปดูทางเดินของนก ทางวิทยาศาสตร์อาจกำหนดทฤษฎีว่า นกบินมาจากทิศนั้น มาจากขั้วโลก มาจากเส้นรุ้งแวงตรงนั้น แต่ทางปราณ การจับสังเกต นอกจากจะดูทิศทางลมแล้ว ยังดูความเป็นธรรมชาติด้วยว่า นกตัวใหญ่ตัวเล็กจะบินมาจากทิศไหน เราก็บอกได้เหมือนกัน ปราณที่มองไม่เห็น และจับต้องไม่ได้ ระดับการยอมรับจะค่อนข้างต่ำ ต้องอาศัยการเรียนรู้อย่างมากในศาสตร์โบราณ