แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ษณอนงค์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ษณอนงค์ แสดงบทความทั้งหมด

การดูที่ดิน


ฮวงจุ้ยบ้าน, ฮวงจุ้ยคอนโด, ฮวงจุ้ยร้านค้า, ฮวงจุ้ยห้องนอน, อาจารย์แอน


เราดูธาตุของดิน จากสีและลักษณะของดิน ดินลูกรังเป็นธาตุไฟเพราะมีสีแดง ดินสีดำจัดเป็นธาตุน้ำ ดินออกสีขาวมีหินปนจัดเป็นธาตุทอง ดินมีตะไคร่ถือว่า ธาตุน้ำเสีย ธาตุเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความหมาย เมื่อนำมาผสมกันในแต่ละที่ เราต้องดูว่าแต่ละที่ ธาตุใดเด่นที่สุด อย่างดินที่ดูชื้นตลอดเวลาอย่างนี้ถือว่า ธาตุน้ำแรง 
 
หากดินมีธาตุน้ำ ธาตุไม้ เด่น ที่ดินนี้จะขายยากมาก เจรจายาก เพราะมีความอ่อนไหว ต้องอาศัยการโอนอ่อนผ่อนตาม พูดคุยกันดี ๆ พูดง่ายๆ คือ ต้องเลือกเซลส์ที่ถูกชะตา
 
ที่ดินบางพื้นมีต้นไม้ถูกฟ้าผ่า เมื่อมารวมกับธาตุน้ำ ไม้ที่แรง ทำให้ที่นั้นแม้อุดมสมบูรณ์แต่ก็เหมาะกับการเพาะปลูก มากกว่ามาทำการค้า
 
ที่ดินที่มีต้นกล้วย หรือมีไม้ที่ยืนต้นโอนอ่อน ไม้ที่มีลูกดก ถือเป็นต้นไม้หยินทั้งสิ้น ที่ดินก็เป็นหยินไปด้วย หมายถึงคุยด้วยยาก ต้องอาศัยเทคนิค จังหวะเวลา โอกาสที่เหมาะสม การที่ลงธาตุน้ำ ธาตุไม้ที่แรง ทำให้ที่ดินแบบนี้ขายยากอีกเหมือนกัน แก้ไขได้ด้วยการตั้งป้าย
 
ป้าย จะเป็นตัวที่ทำให้ที่ดินนั้นๆมีครบทุกธาตุ ให้มองเห็นแต่สิ่งดีๆ ปิดสิ่งที่ไม่ดีเอาไว้ แต่ถ้าเกิดอยากประหยัด ตั้งป้ายขนาดเล็กๆ ก็ไม่ได้ผลอย่างที่อธิบาย เราต้องสังเกตป้ายที่เด่นที่สุดของแถบนั้นเป็นอย่างไร ป้ายของเราต้องสอดคล้องกับป้ายในบริเวณนั้นโดยไม่ด้อยกว่า นั่นหมายถึง ป้ายเราก็ต้องโดดเด่นด้วย ควรให้อยู่ในมาตราส่วนของกล่องเงิน คือ 4 x 6
 
การทำป้ายให้โดดเด่น นอกจากสีสัน และขนาดแล้ว ยังมีองค์ประกอบอื่น ๆ อีกที่ทำให้ป้ายดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้น โดยปกปิดสิ่งด้อย แล้วเน้นสิ่งดีให้เด่น เข่น ป้ายขายที่ดิน แล้วเรามีภาพแบบบ้านบนป้ายนั้นด้วย อาจจะระบุไปด้วยว่าขายที่ดินเพื่อปลูกสร้างบ้าน ทั้งหมดนี้ก็จะทำให้ป้ายนั้นดูน่าสนใจกว่าป้ายบอกขายที่ดินทั่วๆไปที่มีตัว อักษรเพียงอย่างเดียว เพราะการเห็นภาพจะสร้างแรงจูงใจอีกทางหนึ่ง
 
ที่ดินบางแปลงต้องผ่านสุสานเข้าไป ทำให้ขายได้ยาก เราไม่สามารถย้ายสุสานออกไปได้ เราก็ต้องทำที่ดินแปลงนี้ให้โดดเด่น ด้วยป้าย ด้วยความร่มรื่นร่มเย็นในพื้นที่ ด้วยต้นไม้ ด้วยน้ำ จะมีความหมายว่า ผ่านขวากหนามเข้าไปแล้ว พบกับความสดใส โอ่อ่า ร่มรื่น ร่มเย็น ในทางกลับกัน หากต้องผ่านที่ตายแล้วอย่างสุสานเข้าไปแล้ว ยังเจอกับทางเข้าแคบๆ เล็กๆ คนย่อมไม่อยากซื้อ ที่ดินผืนนั้นก็ต้องใช้ทำสวน ปลูกพืช ไม่เหมาะจะเป็นที่อยู่อาศัย
 
ดังมีคำกล่าวว่าบนภูเขาสำหรับเทวดาอยู่ ที่ราบมนุษย์อยู่ ที่เนินสำหรับผีอยู่ คำว่าผีอยู่หมายถึง เป็นหลุมฝังศพ เป็นโกดัง จึงเป็นหลักที่เราควรต้องระวังที่ดินที่เป็นเนินลาดลงมา อยู่ใกล้สะพาน ควรจะมีสิ่งปลูกสร้างสูงๆ หรือไม่ก็ต้องมีน้ำประกอบด้วย คือ อยู่ใกล้น้ำ แม่น้ำ แบบนี้จะอยู่ได้ด้วยการประกอบอาชีพเกี่ยวกับเป็นท่าทราย ไม่เหมาะเป็นที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่บ้านให้เช่า จะไม่มีคนมาเช่า หรือมาเช่าน้อย แต่ทำเป็นโรงงาน โกดังได้ดีมาก

ความสังเกตกับฮวงจุ้ย ตอนที่ ๒

ในทางฮวงจุ้ย เราต้องใช้การสังเกตทั้งในสิ่งที่ตามองเห็น และตามองไม่เห็น ใช้ความรู้สึกที่ไม่ใช่ไสยศาสตร์ เป็นความรู้สึกที่มีเหตุและผลมารองรับเสมอ เช่น หมู่บ้านจัดสรรบางโครงการ ผ่านไป 2-3 ปียังไม่แล้วเสร็จ ก็ต้องหาเหตุผลแล้วว่า เป็นเพราะอะไร เป็นการฝึกฝนเพิ่มปัญญาให้เรา ด้วยการฝึกถามตอบกับตนเองให้อยู่ในเนื้อในนิสัย ไม่ใช่ดูทุกอย่างผ่านๆไป เวลาจะมาดูฮวงจุ้ยค่อยมาสังเกต แบบนี้เราจะไม่ได้อะไรเลย เพราะการเป็นคนช่างสังเกตตลอดเวลาจะสั่งสมข้อมูลให้เรา ทุกคำถามมีคำตอบให้กับทุกสถานที่ที่เราเห็น เราผ่าน ด้วยหลักวิชาที่อาจารย์ถ่ายทอดให้ไว้ เหมือนดังที่ขงจื๊อกล่าวว่า "ทุกคนที่เดินผ่านเราคืออาจารย์ ดังนั้น ทุกพื้นที่ที่เราผ่านมาก็เป็นอาจารย์ของเราเช่นกัน"

แม้แต่สภาพโต๊ะทำงานที่รก ก็ต้องถามว่า เจ้าของโต๊ะประสบปัญหาอะไรบ้าง เป็นการรับรู้ได้ด้วยตนเอง แล้วมาพิเคราะห์ว่า เหตุที่เกิดขึ้นมาเพราะโต๊ะรกหรือเปล่า หรือเพราะว่าเราไปเปลี่ยนแปลงอะไรหรือเปล่า แล้วก็ตามดูสักพักว่าเป็นอย่างที่เราคิดไว้หรือไม่ เป็นการวิเคราะห์เหตุที่มาก่อน

หรือในกรณีที่เราจัดห้องใหม่ เช่น จัดห้องพระ แล้วมีเหตุเกิดขึ้นต่อเนื่องกันมาหลายๆ ครั้ง ผ่านการตามเฝ้าดู สังเกตด้วยตนเองมาเรียบร้อยแล้ว หากเกิดเหตุบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้น เราก็ต้องสังเกตว่า มีอะไรเป็นตัวเร่งให้เกิดหรือเปล่า เป็นต้นว่า เปลี่ยนประตูใหม่ เปลี่ยนที่นั่งผู้บริหารใหม่หรือเปล่า

สมมติว่า ในระหว่างการเดินทาง เราสังเกตเห็นรั้วกั้นริมถนนสีแดงหน้าร้านค้า ก็ต้องวิเคราะห์ดูว่า การค้าแถบนั้นตกหรือไม่ หากว่าการค้าไม่ค่อยดีในขณะที่เมื่อก่อนตอนไม่มีรั้วนี้ยังค้าขายดีอยู่ เราก็จะไม่นำรั้วลักษณะนี้ไปตั้งไว้หน้าบ้านหรือหน้าร้านของเราเป็นอันขาด เพราะมีความหมายของคำว่า "ไม่"

เส้นประหรือลูกศรบนถนน ก็มีความหมายในทางฮวงจุ้ย ไม่ใช่ว่ามีไม่ได้ หากแต่มีแล้วบอกอะไร

สิ่งใดก็ตามที่ดึงดูดสายตา ทำให้มีจุดเด่น ถือว่าสิ่งนั้นมีพลัง เราสามารถนำไปปรับประยุกต์ ในกรณีที่บ้านของเราเงียบเกินไป จะด้วยเหตุที่อยู่คนเดียว ห้องมีเยอะแต่ผู้อยู่อาศัยน้อย ด้วยการทำให้ห้องเหล่านั้นเด่นขึ้นมา มีชีวิตชีวาขึ้นมา ด้วยการติดนาฬิกาที่มีเสียงเพลง เพราะเสียงเพลงก่อให้เกิดคลื่น ซึ่งก็คือ ความเคลื่อนไหว ความมีชีวิตนั่นเอง

แม้แต่การทำความสะอาดที่ทำให้เราต้องยกข้าวของขึ้นมา ก็ทำให้เกิดคลื่นของความมีชีวิตเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงมักถามว่า ทำความสะอาดห้องพระหรือยัง ด้วยเหตุที่ว่า ห้องที่มีพลังสูงสุดในแต่ละบ้านก็คือ ห้องพระ ในขณะที่ห้องที่มีพลังอ่อนที่สุด คือ พลังนิ่งที่สุด ก็คือ ห้องนอน นั่นเอง

ถ้าในห้องนอน มีเครื่องออกกำลังกาย โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์ เครื่องเสียง แทบจะมีทุกอย่างในห้องนั้นด้วย ก็จะส่งผลให้สมองฟุ้งซ่าน นอนไม่หลับ ให้ถามตัวเองว่า อะไรสำคัญที่สุดในห้องนอน เป็นโต๊ะทำงาน หรือโทรทัศน์ หรือ เตียงนอน สิ่งที่เราให้ความสำคัญในห้องนอนนั้น จะบอกพฤติกรรมของตัวเรา

ส่วนห้องน้ำนั้นเป็นจุดจ่ายออก ประตูบ้านเป็นจุดรับทรัพย์ ถ้าจะบอกว่าห้องน้ำไม่มีพลัง ไม่ได้ เพราะเราใช้อยู่ทุกวัน จึงมีความเคลื่อนไหวแน่นอน

ดังนั้น ใครที่ชอบอยู่ในห้องน้ำที่มีขนาดใหญ่นานๆ อย่างมีความสุข ก็จะมีเรื่องให้ต้องจ่าย บางคนอาจจะหมายถึง การเดินทางบ่อยมาก นั่นคือ จ่ายตัวเองออกจากบ้านไป วิธีแก้ก็คือ ตรงประตูหน้าบ้าน ซึ่งถือเป็นประตูรับทรัพย์ ทำให้มีพลังด้วยการทำให้พื้นที่แถบใกล้กับประตูหน้าบ้านนั้นโดดเด่น ด้วยการจัดวางต้นไม้ กระถาง สิ่งของประดับตกแต่ง แล้วให้ไปใช้งานแถบนั้นให้มากที่สุด เท่ากับว่า จุดรับและจุดจ่ายมีพลังเท่ากัน เกิดความสมดุลแล้ว

ห้องน้ำในบางบ้านนอกจากจะมีขนาดใหญ่โตแล้วยังยกเป็นแท่นสูงขึ้นไป และถ้าห้องน้ำยังสูงกว่าเตียง นั่นหมายถึง ดอกเบี้ย

ในเรื่องจุดเด่น การไปดูบ้านหรือที่ดินนั้น เราต้องสังเกตว่า ก่อนเดินทางไปถึง มีจุดเด่นอะไร หรือถึงที่ดินแล้วมีอะไรเด่นกว่า เช่น ที่ดินบางแปลง ก่อนจะถึง มีตึกใหญ่มากจนต้องหันไปมอง ลืมมองที่ดิน ที่ดินผืนนี้จะขายยาก

หรือที่ดินบางแปลงต้องผ่านสุสานเข้าไป ทำให้ขายได้ยาก เราไม่สามารถย้ายสุสานออกไปได้ เราก็ต้องทำที่ดินแปลงนี้ให้โดดเด่น ด้วยป้าย ด้วยความร่มรื่นร่มเย็นในพื้นที่ ด้วยต้นไม้ ด้วยน้ำ จะมีความหมายว่า ผ่านขวากหนามเข้าไปแล้ว พบกับความสดใส โอ่อ่า ร่มรื่น ร่มเย็น ในทางกลับกัน หากต้องผ่านที่ตายแล้วอย่างสุสานเข้าไปแล้ว ยังเจอกับทางเข้าแคบๆ เล็กๆ คนย่อมไม่อยากซื้อ ที่ดินผืนนั้นก็ต้องใช้ทำสวน ปลูกพืช ไม่เหมาะจะเป็นที่อยู่อาศัย

นอกจากนี้ เราต้องทำความเข้าใจว่า "อะไรที่มีมากเกินจนก่อให้เกิดความรกตานั้น ถือว่า มากเกินไป ไม่มีจุดเด่น" ลองนึกถึงระบบสุริยะ ที่แบ่งแยกเรียงลำดับความสำคัญ ด้วยขนาด ด้วยพลัง

ดังนั้น เวลาจะดูอะไรให้เราดูแบบนั้นเหมือนกัน คือดูว่า ที่นั้น มีอะไรเป็นจุดดึงดูด และจุดนั้นมีพลังหรือเปล่า เมื่อมาดูที่บ้านเรา หากเปรียบกับระบบสุริยะจักรวาล ก็ต้องดูว่าในบ้านใครเป็นดวงอาทิตย์ เป็นจุดดึงดูดมีพลัง แล้วมีดวงดาวที่รองลงมา

ที่บ้าน สามีเป็นดวงอาทิตย์ ซึ่งต้องให้ความสำคัญกับที่นั่ง ที่นอน ความสำคัญถัดมาก็สถานที่ทำงาน  ส่วนภรรยาเป็นดวงจันทร์ในบ้าน  เราต้องรู้จักเรียงลำดับความสำคัญ

ห้องพระกับบ้านต้องสมดุลกัน ไม่ใช่บ้านใหญ่โตแต่มีห้องพระเล็กนิดเดียว

ร้านค้าที่ตั้งอยู่ในแนวอาคารเดียวกัน หากร้านค้าใดโดดเด่นขึ้นมา ถือว่า ร้านค้านั้นเป็นหัวมังกรทันที หากร้านค้าใดด้อยสุดจะกลายเป็นหางมังกร ที่มักสะบัดไปมา มีความหมายว่า ร้านค้านั้นจะไม่แน่ไม่นอน

ธรรมชาติหรือโชคลาภจะวิ่งเข้าหาสิ่งที่โดดเด่นเสมอ ด้วยเหตุนี้ อาจารย์จึงให้ความสำคัญกับประตูทางเข้า คำว่าประตูนั้น หมายถึงทั้งประตูโครงการ ประตูรั้ว ประตูบ้าน ประตูเข้าห้อง ประตูจึงมีความสำคัญในแง่ของการตอบรับ ลาภ อาชีพ หากเรามักถูกปฏิเสธบ่อยๆ ต้องมีประตูบานใดบานหนึ่งในบ้านที่เปิดยาก เราต้องแปลเชิงสัญลักษณ์เหล่านี้ให้เป็น

อย่างไรก็ตาม ที่ควรระวัง คือคำว่า เด่นเกินจนไม่กล้าเข้า แบบนี้เรียกว่า "มังกรหัวขาด" ดังนั้น หากต้องการทำจุดไหนให้เด่น ก็ต้องใช้ปัญญาประกอบเพื่อไม่ให้โดดเด่นเกินไป ด้วยการปรับให้โดดเด่น สง่า อย่างเป็นธรรมชาติ

ความสังเกตกับฮวงจุ้ย ตอนที่ ๑


ซินแสฮวงจุ้ย, ดวงจีน, โหราศาสตร์จีน, ฮวงจุ้ยเสริมโชค, อาจารย์แอน


การจะเรียนวิชาฮวงจุ้ย ไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยาก ถ้าใจของผู้เรียนพร้อม ต้องทำจิตว่าง ไม่มีตัว ช่างสังเกต ดูธรรมชาติอย่างละเอียด เพราะหากมีอะไรที่ผิดธรรมชาติ ก็คือ ผิดธรรมชาติ ส่วนการทำจิตว่างจะทำให้เป็นกลาง ไม่มีตัว ไม่การเปรียบเทียบกับเรา บ้านของเรา หรือคนใกล้ชิดของเรา หากเรามีจิตที่วางเฉย นิ่งๆ ช่างสังเกต บวกกับดูธรรมชาติ การดูฮวงจุ้ยไม่ใช่เรื่องยาก
 
แล้วก็หัดสังเกตทุกอย่าง ต้องละเอียดขนาดที่ไม่ละเลยแม้สิ่งเล็กน้อย สำหรับอาจารย์ แม้แต่ต้นไม้ข้างทางก็ให้ความสนใจ เราต้องสังเกตธรรมชาติให้เข้าใจว่าเป็นเพราะอะไร หรือแม้แต่สิ่งมีชีวิตในพื้นที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นมด แมลงที่บินผ่านหน้าเรา มีเสียงนกร้องหรือเปล่า นกบินผ่านหรือเปล่า ที่นั้นมีชีวิตหรือไม่ ธรรมชาติของพื้นที่นั้นๆ เป็นอย่าไร เนื่องจากบางบ้านหรือบางพื้นที่เมื่อเข้าไปแล้วเงียบเหลือเกิน เป็นความเงียบแบบไม่มีชีวิต ซึ่งต่างจากความเงียบแบบมีชีวิต เช่นเดียวกับความรก จะมี 2 แบบคือ รกเรื้อแบบมีชีวิต คือ รกด้วยของที่ใช้ หรือรกด้วยของที่ตายแล้ว เป็นการรกแบบไม่มีชีวิตคือ ไม่ค่อยจะได้ใช้ เป็นความละเอียดในการแยกแยะ สังเกตนั่นเอง
 
เวลาเข้าทำเลจะต้องไม่โกหกตนเอง จงมองด้วยตาตนเอง คิดเองให้เข้าใจในเหตุผลของธรรมชาติ แล้วจะรู้ได้ด้วยตนเอง
 
ในการเรียนฮวงจุ้ย ต้องรู้จักสังเกตและเข้าใจในธรรมชาติ เมื่อเห็นต้นไม้ตาย ก็ถามตัวเองว่า ต้นไม้ขาดน้ำหรือเปล่า ฝนตกถึงหรือเปล่า ถ้าฝนตกไม่ถึง มีอะไรบังอยู่หรือ ไล่ถามตอบกับตนเองไปเรื่อยๆ แล้วเราก็จะได้คำตอบ อย่าขี้เกียจกับความคิดของตน
 
แม้แต่หากมีต้นไม้ใบร่วงอยู่หน้าบ้าน ก็ต้องถามตนเองว่า ทำไมถึงมาร่วงตรงหน้าบ้าน ตรงประตูที่ถือว่าเป็นตำแหน่ง "อาชีพ" พอดี ดูลักษณะสีสันของใบไม้ เช่นใบไม้เป็นสีของธาตุไฟ ในขณะที่ธาตุประจำตำแหน่งประตูอาชีพ ก็คือ ธาตุน้ำ บ้านนี้ก็จะมีเรื่องร้อน เพราะธาตุน้ำ ธาตุไฟ ปะทะกัน วิธีแก้ไขก็คือ อย่าปลูกต้นไม้สีธาตุไฟตรงประตูอาชีพ และเมื่อมีใบร่วงบริเวณนั้น จะทำให้มีเรื่องร้อน หากจะปลูกสีแดงตรงนั้นจริงๆ ก็เลือกแบบที่ใบไม่ร่วง
 
เวลาดูฮวงจุ้ยให้ดูโครงสร้างของฮวงจุ้ย ดูที่พื้นที่ อย่าเพิ่งไปดูเรื่องคน จะได้ไม่ต้องมีจิตที่วุ่นวาย แค่ประตูอาชีพก็บอกเราได้ พื้นที่แต่ละแห่งมีประวัติที่จะบอกเราได้ ด้วยการอ่านจากสายตาของตัวเราเอง นั่นหมายถึงว่าเราต้องรู้จักสังเกต
 
เรื่องชื่อก็มีความสำคัญ เพราะคนโบราณมักตั้งจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสถานที่นั้น เข่น บางจะเกร็ง บางหมาหอน จึงควรให้ความสนใจในชื่อ ที่มาของชื่อ คำแปล มาประกอบในการอ่านพื้นที่แต่ละแห่งด้วย เสมือนเป็นลางบอกเหตุสำหรับพื้นที่นั้น ดังนั้น หากว่าเราตั้งชื่อโครงการมีคำว่า น้ำ อยู่ โครงการนั้นก็ต้องมีน้ำ
 
ใครก็ตามที่กำลังจะซื้อบ้านหรือคอนโดฯ อย่าลืมสังเกตด้วยว่า โครงการมีชื่อว่าอะไร มีความหมายอย่างไร ตั้งแบบนี้ด้วยเหตุผลใด เขาต้องการให้เรารู้สึกอะไร และสิ่งเหล่านั้นมีอยู่หรือไม่ในโครงการนั้น
 
สมมติว่าชื่อโครงการมีคำว่า น้ำ แต่กลับไม่มีน้ำเลย โครงการนั้นจะซื้อยาก ขายยาก คนมาอยู่ อยู่ยาก หากแม้แต่เจ้าของโครงการก็ไม่ทราบว่าชื่อนี้ใช้เพราะเหตุใด อาจจะเป็นเพราะลูกน้องอยากจะตั้ง แบบนี้ก็เท่ากับว่าหมู่บ้านขายตัวเอง ซึ่งกว่าจะขายหมดเมื่อไหร่ก็ไม่ทราบ

ความสำคัญของน้ำ


ดูฮวงจุ้ย, เสริมฮวงจุ้ย, ฮวงจุ้ยสุสาน, ฮวงจุ้ยพยากรณ์, ฮวงจุ้ยที่ดิน, อาจารย์แอน


ใคร ก็ตามที่มีแหล่งน้ำอยู่ในบ้าน โปรดรักษาน้ำที่มีอยู่ให้สะอาดตลอดกาล เพราะหมายถึง มนุษย์สัมพันธ์ กระแสการเงินที่สะพัดหมุนเวียน ถ้าน้ำนั้นเสีย หมายถึง รายจ่ายและเงินที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งอาชญากรรมที่จะเกิดขึ้นทุกชนิดจากน้อยไปหามาก ได้แก่ ของหาย รายจ่ายมาก จนกระทั่งขโมยขึ้นบ้าน
 
น้ำเสียในที่นี้ จะรวมถึงน้ำรั่ว ท่ออุดตัน น้ำไม่ไหล น้ำซึม
 
โดย เหตุที่ธาตุน้ำ มีความหมายถึงอาชีพ หน้าที่การงาน น้ำจึงเป็นธาตุที่สำคัญและเกี่ยวพันกับการดำเนินชีวิตมนุษย์มากที่สุด ดังนั้นอาจารย์จึงมักจัดทำเลให้ทุกบ้านมีธาตุน้ำ และต้องเป็นน้ำที่มีชีวิต เป็นน้ำพุบ้าง น้ำตกบ้าง ตู้ปลาบ้าง สวนน้ำเล็กๆบ้าง และกำชับให้รักษาน้ำที่มีอยู่ในบ้านให้สะอาดอยู่เสมอ
 
ตำแหน่งน้ำที่เสริมในยุคปัจจุบัน คือ น้ำทางทิศตะวันตก ทิศตะวันตกเฉียงใต้ และทิศตะวันออก
 
น้ำ ที่สลายพลังงานความดีและพลังทรัพย์ คือ น้ำทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ทิศใต้และทิศเหนือ มีข้อยกเว้นว่า น้ำทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือนั้น ต้องมีดอกบัวด้วย จึงจะให้คุณ
 
ตำแหน่ง ตู้ปลาที่ดีที่สุด คือตรงประตู หรือใกล้ประตู ซึ่งมีความหมายว่า “ประตูมังกร” หมายถึง การฟันฝ่าอุปสรรคและประสบความสำเร็จในที่สุด
 
ตู้ปลาหรือตำแหน่งน้ำทางด้านทิศตะวันออก ส่งเสริมด้านอาชีพและการเงิน
 
ตู้ปลาหรือตำแหน่งน้ำทางด้านทิศตะวันตก ส่งเสริมการเงินและบริวาร บุตรหลานอุดมสมบูรณ์
 
ตู้ ปลาหรือตำแหน่งน้ำทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ ส่งเสริมด้านสุขภาพและความมั่นคงทางการเงิน ตลอดจนส่งเสริมให้มีความสัมพันธ์กับลูกค้าในทางที่ดี
 
สำหรับปลาที่เลี้ยงไว้ คือปลาเงิน ปลาทอง ต้องไม่ใช่ปลากัด ปลารักเร่ หรือปลาสอดที่กับกินกันเอง เพราะจะมีผลถึงเจ้าของด้วยค่ะ
 
...........อ.แอน
 

ดอกไม้ ตอนที่ ๔


อาจารย์หม่า, ซินแสภาณุวัฒน์, หมอช้าง, หมอลักษณ์, อาจารย์มาศ, อาจารย์แอน


การ คัดเลือกพันธุ์ไม้ ควรเป็นพันธุ์ไม้ที่ปรับเข้ากับธรรมชาติได้ดีและเป็นพันธุ์ไม้ท้องถิ่น ถ้าเลือกพันธ์ุไม้ต่างถิ่น จะดูแตกต่างไม่กลมกลืนกับภูมิอากาศและสภาพแวดล้อม มีผลทำให้เราเป็นคนแปลกตลอด ไปไหนก็เป็นคนแปลก ความคิดเห็นตะแบง และพันธ์ุไม้ต่างถิ่นตายง่าย เหมาะกับคนที่ทำงานเป็นโปรเจคๆ ไป ถ้าพันธ์ุไม้ตายแล้วเราทิ้งเลยไม่เปลี่ยนใหม่ หมายถึงหมดโปรเจคนี้ ก็ไม่มีโปรเจคใหม่มาอีก

ถ้า เลือกไม้ใหญ่เกินไปมาปลูกจนข่มสวน ข่มภูมิประเทศ ข่มพื้นที่ไปหมดเลย ไม่ดี เหมือนไปอยู่ที่ไหน มีฟ้าผ่า มีคดีความ มีเรื่องกระทันหัน มีเรื่องที่ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตลอด
 
การเลือกไม้ยืนต้น ควรเลือกไม้ที่เขียวตลอดปี ไม่ควรเลือกไม้ผลัดใบเพราะเป็นสัญญลักษณ์ของความไม่ยั่งยืนของชีวิต
 
ถ้าเลือกต้นไม้ที่ดูแห้งๆ แข็งเกินไป ก็เหมือนธาตุทองแข็งเกินไป จะเกิดการแตกแยกตลอด
 
ถ้าเลือกพรรณไม้ที่เลื้อยไปเลื้อยมา เป็นภาระต้องตัดตบแต่งตลอด เรามักจะวิ่งเข้าไปหาเรื่องแล้วแบกภาระ
 
การจัดวางต้นไม้ที่ดี ถ้ามีไม้เลื้อยก็ต้องมีไม้ยืนต้น มีไม้แข็งก็ต้องมีไม้อ่อน มีไม้ผลัดใบก็ต้องมีไม้เขียว เพื่อให้เกิดความสมดุล



ดอกไม้ ตอนที่ ๒

การปลูกดอกไม้ ถ้าปลูกชนิดใดชนิดหนึ่งเป็นจำนวนมาก จะมีอิทธิพลในทางโหราศาสตร์ เช่น ถ้าเราเข้าซอยมา มีดอกไม้สีเหลืองเต็มไปหมด แสดงว่าทั้งซอยอยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวพฤหัส ถ้าทั้งซอยมีดอกไม้สีชมพู คือสีของดาวอังคาร คนในซอยนั้นก็จะได้รับอิทธิพลของดาวอังคารด้วย
 

ซินแสฮวงจุ้ย, ดวงจีน, โหราศาสตร์จีน, ฮวงจุ้ยเสริมโชค, อาจารย์แอน

มันก็สอดคล้องกับในทางฮวงจุ้ยที่ว่า ถ้าดอกไม้อะไรที่มีมากกว่า ดอกไม้นั้นก็จะมีผล เช่น บางหมู่บ้านปลูกลีลาวดีเต็มไปหมด หมู่บ้านนั้นก็จะเป็นหมู่บ้านที่เหมาะแก่การพักผ่อน ไม่เหมาะจะทำการค้าในหมู่บ้าน
ถ้าเราเข้าไปในบ้านใดบ้านหนึ่ง ถ้าปลูกแต่พิทูเนียอย่างเดียว จำนวนมาก แสดงว่าเจ้าของบ้านเป็นคนขยัน มีชีวิตชีวา aleart hyper เพราะพิทูเนีย ต้องเปลี่ยนทุกๆ ๓ เดือน เท่ากับว่าเจ้าของบ้านมีงานทำตลอดเวลา เมื่อมีกฎเกณฑ์อย่างนี้ คนที่ตกงานก็ควรปลูกไม้ดอกที่ ๓ เดือนเปลี่ยนครั้งหนึ่ง จะทำให้บ้านดูสดชื่น และเจ้าตัวจะเปลี่ยนนิสัย ตื่นเช้ามากขึ้น ขยันหางานมากขึ้น มีบุคคลิกที่ดูขยัน ก็จะทำให้หางานได้ง่ายขึ้น
 

ฮวงจุ้ยบ้าน, ฮวงจุ้ยคอนโด, ฮวงจุ้ยร้านค้า, ฮวงจุ้ยห้องนอน, อาจารย์แอน

การวางแจกันดอกไม้บนโต๊ะทำงาน ทำให้เราสดชื่น ตื่นตัว ขยันในการทำงาน แต่กระบองเพชร ไม่ควรนำมาไว้บนโต๊ะทำงาน เพราะเป็นต้นไม้ที่ไม่ต้องดูแลมาก มีผลให้เราเฉื่อยลง กระบองเพชร เป็นไม้ที่สะสมน้ำ เป็นไม้ที่อยู่ในทะเลทราย และดอกไม้นั้นอาจจะเป็นพิษได้ ถ้าเอากระบองเพชรหลายๆต้นมาปลูกบนโต๊ะทำงาน จะทำให้เราเฉื่อย ทำอะไรก็มีอุปสรรค เจ้านายจับผิด ถ้าปลูกต้นเดียว ไม่มีผล
ถ้าจัดสวนหินและกระบองเพชรในบ้าน ถ้าเด่นมาก จะหมายถึง ความยากลำบากในการประกอบอาชีพ
เราสามารถอ่านความหมายจากต้นไม้ที่เราปลูกได้ เช่น การปลูกกระบองเพชร มันโตในทะเลทราย มีความยากลำบากในการอยู่รอด ความยากลำบากในการประกอบธุรกิจ ต้นลั่นทม มีหลายพันธ์ เช่น บางพันธ์ที่ต้นเตี้ย ออกดอกทั้งปี หรือลั่นทมที่อยู่บนภูเขา ซึ่งก็ขึ้นในที่ๆมีหินเยอะ ก็จะมีความหมายคล้ายต้นกระบองเพชร แต่ถ้าพันธ์ที่เป็นพุ่ม ออกดอกทั้งปี จะมีความหมายว่าพักผ่อน

ตกแต่งบ้าน, ตกแต่งคอนโด, จัดสวน, ฮวงจุ้ยคอนโด, ฮวงจุ้ยครัว, อาจารย์แอน

ต้นจันผา ถ้าเด่นมากหรือมีหลายต้น มีความหมายถึง ดาวจันทร์ที่อยู่บนหน้าผา จะอยู่บนความเสี่ยงตลอดเวลา ธุรกิจไม่มั่นคง แต่ถ้าไม่เด่น ปลูกกลืนไปกับต้นไม้อื่น จะไม่มีผลอะไร
การปลูกต้นไม้ ต้องใช้หลักของความพอดีและสมดุล ไม่ควรปลูกชนิดใดชนิดหนึ่งมากเกินไปหรือเด่นเกินไป
บางบ้าน เจ้าของบ้านขาดธาตุไฟก็เลยไปหาไม้ทรงแหลมมาปลูกเต็มบ้าน ก็มีผลทิ่มแทงคนในบ้าน คนในบ้านอยู่บ้านไม่ได้ เหมือนมีไฟลนก้น เสาเรือนไฟไหม้  ในกรณีนี้ ให้ปลูกไม้ธาตุไฟใกล้ๆเรา และที่ห่างออกไปก็ปลูกไม้อื่นๆคละกันไปมันคือความสมดุล
ต้นไม้ที่ไม่มีพิษมีภัยและสามารถปลูกได้ทุกที่และให้ผลดี คือ สนมังกร
ต้นหูกระจง เวลาใบร่วงจะเด่นเกินไป ไม่ดี 
ต้นไม้ที่ต้องคอยค้ำยันหรือรากชอนบ้านไม่ใช่เรื่องดี

ปราณภายในและปราณภายนอก ตอนที่ ๒

คนที่มีธาตุดินเป็นธาตุประจำตัว ถ้าเป็นดินที่แข็งแกร่ง ก็สามารถที่จะบริหารและคัดเลือกตัวบุคคลให้เหมาะกับงานองค์กรนั้น ๆ และสามารถพัฒนาเป็นกิจการที่ใหญ่โต  หมายความว่า จะต้องอยู่บ้านที่มีลักษณะดูปักหลัก หนักแน่น มั่นคงอย่างธาตุดิน เหมือนกับห้างเซ็นทรัล ไม่สูงมาก แต่ฐานกว้าง ถ้าทำงานองค์กรใหญ่ ๆ และบ้านเป็นลักษณะยาว มีลักษณะของธาตุไม้ เจ้าตัวจะสุขภาพไม่แข็งแรง

การปรับแก้ไขทำเล จำเป็นต้องพิจารณาธาตุของบุคคลให้ชัดเจน  เราเกิดวันอะไร ธาตุอะไร ฤดูอะไร สมมุติถ้าเราอยู่ธาตุไม้ และไปเกิดในฤดูของไม้ ประมาณเดือนกุมภาพันธ์-เมษายน อันนี้ไม้เราแข็งแกร่งมาก อาจจะต้องระบายด้วยธาตุไฟให้เกิดความพอดี ต้องมีการปรับธาตุให้พอดี อย่างไรก็ตามถ้าไม่รู้ว่าเราธาตุอะไร ให้นึกว่าเราทำงานอะไร และเรารู้สึกว่าเราเจริญในหน้าที่การงานนั้น ให้แยกมาเลยว่าหน้าที่การงานนั้นเป็นธาตุอะไร แสดงว่าที่เราเจริญสอดคล้องกับธาตุตัวเราแล้ว เพราะว่าธาตุนั้นเป็นธาตุเสริมหรือว่าเป็นธาตุของตัวเราอยู่แล้ว หลังจากนั้น เราดูว่าเราชอบงานนี้ เจริญงานนี้ บ้านของเรา ทำให้เรามีปัญหาเรื่องสุขภาพหรือเปล่า เพราะว่าธาตุอาจขัดกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ นั่นคือการเช็คสอบ

สำหรับบุคคลที่มีธาตุน้ำเป็นธาตุประจำตัว น้ำมีหลายอย่าง ทั้งน้ำแรง น้ำอ่อยๆ น้ำพุ น้ำไหล น้ำคลอง น้ำทะเล ธาตุน้ำมีความหมายถึงคำว่ายืดหยุ่น เข้าได้ทุกสถานที่ ใครก็ตามที่เป็นคนธาตุน้ำ คือทำงานด้านการตลาด การวิเคราะห์ การบริการ การวิจัย ที่ปรึกษา ดูแล กำกับ การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ จะเหมาะมากที่สุด หากคนไหนทำงานเกี่ยวกับด้านนี้ และมีคอนโดหรือบ้านติดแม่น้ำ จะช่วยส่งเสริมให้เกิดความก้าวหน้า ความเจริญรุ่งเรืองขึ้นไปอีก แต่ถ้าธาตุน้ำมากเกินไป ควรระบายด้วยธาตุไม้

เพราะฉะนั้น น้ำกับไม้จะเป็นของคู่กัน ต้องมีอยู่ในทุกที่ของบุคคลที่ทำงานทางด้านการตลาด  บ้านคนที่อยู่ในที่ดินโล่ง ๆ จะไม่มีองค์ประกอบอะไรเลย แต่ถ้าบ้านเรามี 2 ชั้น เป็นฐานกว้าง และดูหนักแน่น มีต้นไม้ยืนต้นและมีน้ำ แค่นี้ธาตุเราครบแล้ว

ยกตัวอย่างเช่น สนามกอล์ฟ เป็นที่โล่ง ๆ  ถ้าทำอาคารคลับเฮ้าส์ จะต้องไม่สูงมาก ไม่กลวง ไม่โล่ง ดูฐานกว้าง มีต้นไม้ใหญ่หนึ่งต้น และมีน้ำที่รองรับเป็นแอ่งน้ำ สนามกอล์ฟนั้นก็อยู่รอด  ถ้าสนามกอล์ฟไม่มีองค์ประกอบของมังกรเขียวเสือขาว อยู่ที่ดินโล่ง ๆ หรือเป็นที่ดินที่ขาดพลัง ถ้ามีน้ำมากเกินไป น้ำจะทำลายดิน (สนามกอล์ฟคือธาตุดิน) หรือมีช่องลมมากเกินไป ทำให้ลมพัดเข้าทุกทิศทุกทาง พอเข้าไป ธาตุลมแรงเกินไป ทำให้ไม้กับลมดูดดิน สนามกอล์ฟนั้นก็อยู่ไม่ได้

นอกจากนี้ ถ้าลักษณะการวางห้องตัดเป็นสี่แยก เป็นรูปกากบาท มีโถงกลาง จะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะว่าสี่แยกหมายถึงธาตุที่ขาด เป็นการตัดธาตุดินออกเป็นส่วน ๆ ทางเข้าต้องรับด้วยหมิงถัง แผนกต้อนรับก็มีความสำคัญ

อันนี้คือความสอดคล้องของอาชีพกับพื้นที่ และคนที่นั่งบริหารสนามกอล์ฟต้องมีลักษณะของความหนักแน่น วางแผนเก่ง ประนีประนอม เป็นธาตุที่มีความเข้มแข็งในตัว สามารถบริหารและคัดเลือกตัวบุคคลให้เหมาะกับงานหรือองค์กรนั้นๆ  คือมีลักษณะที่มีธาตุดินแข็งแกร่ง ถึงจะทำตรงนี้ได้ดี

อีกตัวอย่าง เป็นบ้านพักตากอากาศของคนที่เกษียณอายุ ถ้ามีบ้านอยู่บนภูเขา มีธาตุลมรุนแรง ธาตุน้ำไหลรุนแรง ร่างกายจะรับไม่ได้ จะเจ็บไข้ได้ป่วย เพราะคนที่เกษียณอายุ พลังในกายหรือปราณน้อยลงไป ชี่จะเดินช้าลง ชี่จะยึดติดที่มากกว่า อันนี้ต้องระวังและคำนึงถึงธาตุในตัวที่อ่อนลง  อย่างคนที่มีธาตุทอง เป็นคนที่มีนิสัยหรืออารมณ์รุนแรง สามารถอยู่ในพื้นที่ที่ธาตุลมรุนแรงได้ดี

ควรให้ความสำคัญเรื่องปราณภายนอกและปราณภายใน เพราะมีความเกี่ยวพันกันอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นตัวบุคคล สถานที่ ลักษณะของกิจการ ต้องไปด้วยกันทั้งหมด กิจการนั้นถึงจะรุ่งเรือง



ปราณภายในและภายนอก ตอนที่ ๑

ศาสตร์ที่ว่าด้วยทำเล กำหนดว่าโลกนี้ประกอบไปด้วย 5 ธาตุ หรือที่เรียกว่าเบญจธาตุ ได้แก่ น้ำ ไม้ ไฟ ดิน และทอง ปราณหรือชี่ คือ ลมหายใจของจักรวาล มีกระแสอยู่รอบ ๆ ตัวเรา มีทั้งอากาศที่เคลื่อนไหวและไม่เคลื่อนไหว โดยปราณหรือกระแสที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา กับปราณที่อยู่ภายในตัวเรา ต้องมีอะไรที่สอดคล้องและกลมกลืนกัน เราถึงอยู่อย่างสบาย อยู่แล้วเจริญ ซึ่งในปัจจุบันรวมไปถึงการทำงานด้วย คือ กระแสในที่ที่เราต้องไปทำงาน ทำงานประเภทไหน เหมาะกับสิ่งที่เราเคยชิน คุ้ยเคย ถ้าเกิดปราณทั้งหมดรวมกันเป็นหนึ่งเดียว นั่นคือความเจริญ ซึ่งจะประกอบไปด้วย ฟ้าประทาน ถ้าสภาพดินฟ้าอากาศ ทำเลที่อยู่อาศัย อาชีพที่เราประกอบการ กับสิ่งที่อยู่ภายในตัวเราสอดคล้องกันหมด ก็จะมีพลัง
สรุปแล้วคือ ถ้าหากเรามีความเข้าใจในธรรมชาติแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างจะสอดคล้องและทำให้เกิดพลังในตัวเรา

ก่อนอื่นต้องสังเกตรอบ ๆ ตัวเรา มีธาตุอะไรที่แรงที่สุด อย่างบางคนอยู่บ้านที่มีบริเวณ มีสวน หรือชอบทำสวน อันนี้คือธาตุไม้เด่น บางคนอยู่บ้านที่เป็นคอนกรีต ซีเมนต์ ปูหินอ่อน ปูแกรนิต ก็มากไปด้วยธาตุทอง หรือบางแห่งเต็มไปด้วยแสงสี ตอนกลางคืนยังเปิดไฟสว่างไสว อาจเป็นเขตที่ทำการค้าเหมือนกับเยาวราช หรือมีคนพลุกพล่านตลอดเวลา ติดกับวัด ติดกับสถานที่ราชการ ก็ถือว่ามากไปด้วยธาตุไฟ บางแห่งอยู่ติดแม่น้ำ อยู่กับเขา อยู่ตึกสูง ๆ ก็มากไปด้วยธาตุลม

ถ้าหากบ้านของเราอยู่ในที่ลมแรง ลมพัดจัด อย่างเช่นบ้านติดทะเล หรือปลูกบ้านอยู่ในทิศทางลม จะทำให้ธาตุลมภายในตัวเราแข็งแกร่งไปด้วย จะเป็นคนสู้ชีวิต ไม่ว่าเพศใดจะมีอารมณ์โผงผางรุนแรง มีอิสระทางความคิด ไม่ซับซ้อน ตามธรรมชาติตัวบ้านที่อยู่ในทิศที่ลมแรง จะต้องมีเสาเรือน หลังคาบ้าน หรือตัวบ้านที่ดูหนักแน่น มั่นคง เพื่อยืนหยัดสู้กับพายุ สาเหตุนี้พลอยทำให้อารมณ์ของผู้อยู่อาศัยหนักแน่น มั่นคง และแข็งแกร่งไปด้วย เหมือนกับเราขาดธาตุแต่ถ้าแก้ด้วยความหนักแน่นของหลังคา โครงสร้างแล้ว แสดงว่าเราได้ทั้งดินและทอง

สมมุติเรามีธาตุลมในตัวอ่อน แต่ชอบอยู่บ้านติดชายทะเล หรือชอบอยู่ในที่ลมแรง แสดงว่าธาตุภายในตัวอ่อนกว่าสภาพแวดล้อม หรือพัฒนาตัวเองไม่ทัน เราก็อยู่ไม่ได้นาน มีอันต้องโยกย้ายถิ่นฐานออกจากตรงนั้น ขณะเดียวกันคนที่มีธาตุแข็ง มีกำเนิดในถิ่นที่จะต้องมีการต่อสู้ อาจจะเป็นธาตุทอง เป็นทหาร หรือว่าอยู่ในเมือง หรืออยู่ในที่ที่มีลมทะเลแรง ๆ แล้ววันหนึ่งเกิดไปอยู่บ้านสวน คน ๆ นี้มักจะปลูกต้นไม้ดอกไม้ไม่ค่อยขึ้น ต้องไปอยู่กับสวนไม้สัก สวนที่ดูหนัก ๆ พอกัน เพราะธาตุไม่เท่ากัน

อย่างผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง อยู่ในสายตุลาการ เมื่อเกษียณได้ไปปลูกบ้านอยู่ต่างจังหวัด ท่านชอบปลูกต้นไม้เล็ก ๆ ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้พุ่มเตี้ย เพราะว่าท่านใช้วิชาการตัดสินคดีความมาโดยตลอด ธาตุในตัวอ่อน ถ้าไปอยู่บนยอดเขา ต้องได้รับแนวโอบของเขา ถ้าธาตุในตัวอ่อน ธรรมชาติก็ต้องเข้มแข็งปกป้อง แต่สภาพแวดล้อมใกล้ตัว ก็คืออ่อนโยน ดังนั้นความแตกต่างของธาตุหรือว่าปราณในตัวกับปราณภายนอกต้องพิจารณาอย่าง ละเอียดถี่ถ้วน หากเรามีธาตุที่เข้มแข็ง ต่อสู้ และไปอยู่ในที่ที่แรง ๆ เช่น สามแพร่ง ที่ลมแรง จะไม่ได้เรียกว่าชี่สังหารแต่เรียกว่าธาตุส่งเสริมกัน แต่ถ้าเราเป็นคนธาตุอ่อน เราเกิดในสภาพแวดล้อมหรือชี่ภายในอ่อนโยน เราไปอยู่ในที่แรง ๆ ก็เรียกว่าโดนชี่สังหาร

แต่ถ้าเกิดเราเป็นคนเข้มแข็ง เราไปอยู่ในที่อ่อน ๆ ที่อ่อนนั้นจะรองรับงานเราไม่ได้ ก็จะโค่นลงหมด อย่างเช่น คนที่ทำงานบริษัทก่อสร้าง หรือทำงานบริษัทใหญ่ ๆ แต่ไปอยู่บ้าน 2 ชั้น มีรั้วเตี้ย ๆ มีสวน มีดอกไม้ พอประมูลงานมา บ้านนั้นก็รองรับสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ เพราะว่าปราณต่างกัน หรือเจ้าของบ้านเป็นกัปตันเดินเรือทะเล เป็นชาวอเมริกัน อายุ 49-50 ปี มีภรรยาเป็นคนไทย ภายในบ้านมีสวนเล็ก ๆ มีศาลา ปลูกไม้ดอกไม้ประดับทั่วบ้าน ซึ่งกัปตันเดินเรือทะเล เปรียบเสมือนน้ำบวก ทำให้ธาตุน้ำแข็งมาก เราก็ได้เพิ่มน้ำลบ เพื่อให้ความสมดุลย์กัน ก็คือน้ำไหลรินให้อ่อนโยน ธาตุในตัวเขาเป็นคนชอบบริการ ชอบดูแล ก็เป็นธาตุน้ำ ก็สอดคล้องกับตัวเขา

หรือถ้าคน ๆ นั้นมีธาตุอ่อน เช่นเป็นธาตุไม้ ก็สามารถอยู่ในที่ปราณแข็งได้เหมือนกัน ถ้าหากว่าในดวงชะตามีแนวโน้มว่าเป็นคนสู้งาน ก็เป็นไม้ยืนต้นที่หยั่งราก ไม่ใช่ไม้ดอกที่อ่อนแอ ดังนั้นการจะอยู่ไม้หยั่งราก เราต้องดูบ้านที่มีฐาน หลังคา โครงสร้างต่าง ๆ มั่นคง หรือบุคคลที่เป็นธาตุไฟ ไปอยู่ในที่ปราณเข้มแข็ง ต้องเป็นคนที่มีธาตุไฟแข็งแกร่งในตัว ต้องทำงานเกี่ยวกับการวิเคราะห์ มีหลักการ การวางแผน เพราะฉะนั้นในพื้นที่หนึ่ง ๆ ไม่ได้เป็นอันตรายสำหรับคน ๆ หนึ่ง

ความสำคัญของห้องครัวและห้องน้ำ ตอนที่ ๒

เตาที่อยู่ตรงกับประตู หมายถึง ในขณะที่ทำอาหารนั้นหันหลังให้กับประตู ถ้าหันหลังให้กับประตูอย่างนี้ไม่เป็นไร แต่ถ้าตัวผู้ทำอาหารนั้นหันหน้าให้กับประตู ทรัพย์จะรั่วไหล เพราะเปิดมาเจอเตา กระแสของธาตุไฟค่อนข้างแรง กระแสของประตูค่อนข้างแรง เราเปิดประตูไป เราจะสัมผัสกับธาตุลม ถ้าเป็นประตูเลื่อน กระแสของลมที่ประตูเลื่อนจะมีน้อยกว่า แต่ในกรณีที่เป็นบานประตูบานสวิง แรงเหวี่ยงตรงนั้นเขาเรียกว่า ชี่ พลังงานที่ออกไปเกิดแรงไปปะทะกับไฟ คำว่า"ปะทะ" ไม่เกิดผลดี ธาตุไฟย่อมแรงกว่า ธาตุลมกับธาตุไม้คือตัวเดียวกัน ใช้ภาษาจีนคำว่า "ซวิ่น" เหมือนกัน คือทิศตะวันออกเฉียงใต้ เมื่อเกิดการปะทะกัน ไฟมีกำลังแรงกว่า ไฟก็จะไหลออก พลังงานจะถูกดึงดูดเมื่อประตูสวิงตัวกลับมา คือ การไหลออก หมุนเวียนออกนั่นเอง ซึ่งไม่ควรนัก

เตา หมายถึงความอุดมสมบูรณ์ภายในบ้าน ไม่ได้หมายถึงการไหลออกอย่างผิดธรรมชาติ ประตูกับเตาไม่ควรตรงกันนัยหนึ่ง อีกนัยหนึ่ง ขณะที่ทำครัว ไม่ควรมีอะไรเข้ามาข้างหลังผู้ทำครัว จะก่อเป็นความรู้สึกหวาดระแวง ซึ่งไม่เป็นผลดีกับแม่บ้านหรือคนทำครัวเลย เพราะจะทำให้เป็นคนหงุดหงิดง่าย ใจน้อย แม่ครัวคนใดที่มีนิสัยใจน้อย ขี้บ่น คิดเสียก่อนว่า ตรงจุดทำครัว ให้หันหลังให้เขาปลอดภัยหรือเปล่า มีความสุขในการทำครัวไหม อากาศต้องถ่ายเทและหมุนเวียน ไม่ใช่ร้อน อบ อับ เหงื่อแตกอยู่ในนั้น อากาศไม่ถ่ายเท ถือว่าเป็นมุมอับ ทางแก้คือใช้พัดลมดูดอากาศ ต้องไม่ให้ห้องครัวอับ การตั้งเตาให้ถูก คนโบราณบอกว่าคือชีวิตแต่งงานที่มีความสุข ทั้งนี้ต้องประสานบุคคล และการถนอมน้ำใจกัน ทางหลักฮวงจุ้ยก็ให้ความสำคัญเหมือนกัน

ห้องน้ำอยู่กลางบ้านนั้น หมายถึงเราต้องเดินรอบห้องน้ำได้ แต่ถ้าเป็นทาวน์เฮ้าส์ห้องน้ำอยู่ตรงกลาง แต่เดินไม่รอบ เดินได้แค่ ๓ ด้าน อีกด้านติดกำแพง ถือว่าไม่กลางบ้าน ต้องทำความเข้าใจเสียใหม่ ที่นี้เขาบอกว่าห้องน้ำอยู่กลางบ้าน ตรงกลางบ้านเปรียบเสมือนหัวใจ เป็นธาตุดิน การมีห้องน้ำอยู่กลางบ้านถือว่าเป็นการสลายธาตุดิน จะมีผลในเรื่องสามีภรรยาจะต้องจากกัน ก็มีทางแก้ ตรงกลางให้แขวนลูกคริสตัล แล้วมีตู้ปลา มีต้นไม้อยู่ในห้องน้ำ ตกแต่งห้องน้ำให้มีความรื่นรมย์  มีตู้ปลาถือว่ามีวัตถุประสงค์อื่นด้วยไม่ใช่เป็นแค่ห้องน้ำอย่างเดียว คริสตัลนั้นมีความหมายเป็นธาตุทองก่อกำเนิดน้ำ แล้วต้นไม้ที่อยู่ในห้องน้ำมีความหมายน้ำไปเสริมไม้ ตู้ปลาที่หมุนเวียนคือโชคลาภ ก็เปลี่ยนห้องน้ำเป็นโชคลาภไป ถ้าห้องน้ำอยู่กลางบ้านให้แก้ไขวิธีนี้ แต่ผู้อื่นที่ห้องน้ำเดินไม่รอบ เดินได้แค่ ๓ ด้านก็สบายใจได้ว่าไม่เป็นไร คนที่ซื้อทาวน์เฮ้าส์สองหลังติดกัน อย่างนี้ห้องน้ำจะอยู่ตรงกลางต้องแก้ไข

ตามหลักฮวงจุ้ยแล้ว บ้านที่ปลูกสร้างมาแล้ว แต่มีการรื้อ ทุบ ถอนอย่างมโหฬาร ต้องมีเรื่องถึงกับคอขาดบาดตาย เพราะการรื้อถอนทุบขนาดนั้นเป็นเรื่องใหญ่ เพราะไปเปลี่ยนโครงสร้าง ถ้าพลาดไปนิดเดียว หรือทำไม่ถูกต้อง มีปัญหากันแน่นอน ฉะนั้นการจะทุบ รื้อถอน หมายความว่า ทำเลที่อยู่ร้ายกว่าการทุบหรือรื้อถอน การทุบ รื้อถอนไม่ใช่เรื่องดี การทำลายสิ่งที่มีอยู่แล้วไม่ใช่เรื่องดี ต้องเสียเงินกว่าจะได้ฮวงจุ้ยที่ดีมา แล้วจะดีได้อย่างไร

ฮวงจุ้ยที่ดีคือ จะต้องเสียค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด แล้วยังได้โชคลาภกลับมาอีกด้วย จึงถือว่าเป็นฮวงจุ้ยที่สมบูรณ์ที่สุด เพราะได้ตั้งแต่เริ่มต้น เมื่อมีการผิดปกติ ต้องแก้ไขปรับแต่งให้ธาตุอื่น ๆ เข้ามาให้เกิดความสมดุลกลมกลืน ยกเว้นในกรณีที่ว่า สิ่งที่เป็นอยู่ ร้ายแรงจนต้องทุบรื้อถอน ปกติฮวงจุ้ยที่ดีจะไม่ทำกัน

ห้องนอนที่อยู่ตรงกับห้องน้ำ หมายความว่า เปิดมาก็เจอห้องน้ำ ยิ่งห้องน้ำเปิดแล้วเจอชักโครกเลย ความรักจะไม่ยั่งยืน ให้เอาม่านปิดเท่านั้นเอง  คือหลักของฮวงจุ้ย สายตาปะทะสิ่งใด สิ่งเหล่านั้นจึงจะมีอิทธิพล เราคิดว่าสายตาเราปะทะห้องน้ำทุกวัน ลงบันไดมาก็เจอห้องน้ำ เราก็จะเป็นโรคที่เข้าห้องน้ำบ่อย เราเปิดบ้านเจออะไรก่อน ถ้าเจอห้องน้ำก่อน คนในบ้านจะเป็นโรคภัยไข้เจ็บ ออกจากบ้านห้องน้ำส่งหลัง ได้รับคำนินทา จะหงุดหงิด เหมือนเข้ามาในบ้านเราเจอห้องอาหารก่อน ก็จะกินเก่ง ถ้าเป็นคอนโดมิเนียม พอเปิดห้องเข้ามาก็เจอห้องนอนก่อน ก็จะนอนอย่างเดียวเพราะกลับมาก็หมดแรงพอดี